Arsenal Thailand Supporter เป็นมากกว่า Arsenal

วันพุธที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2555

Szczesny Wojciech





  •   ชื่อ                        Szczesny Wojciech
  • เกิด
    18 เมษายน 1990
  • วอร์ซอ, โปแลนด์
  • ตำแหน่ง
    ผู้รักษาประตู
  • จำนวน Squad
    13
  • สโมสรก่อนหน้า (s)
    Brentford (ยืม)
  • วอร์ซอ Legia
  • อาร์เซนอลเข้าร่วม
    1 สิงหาคม 2007








         นายทวารชาวโปแลนด์ย้ายมาร่วมทีมตั้งแต่อายุประมาณ 16 ปี ก่อนที่จะเทิร์นโปรกับทีมเราเมื่อปีที่แล้ว (ตามกฏหมายอังกฤษนักเตะจะเทิร์นโปรเล่นอาชีพได้ก็ต่อเมื่ออายุ 17 ปีเต็ม) โดยย้ายมาจากทีม Legia Warsaw (ลิเกีย วอร์ซอ) ในบ้านเกิด โดยเจ้าตัวมีจุดเด่นในเรื่องปฏิกิริยาที่ว่องไว และการตัดสินใจที่ดี โดยปัจจุบันเจ้าตัวลงเล่นอยู่ในทีมระดับต่ำกว่า 18 ปีของทีม รวมไปถึงลงเล่นในทีมชาติโปแลนด์ชุดเยาวชนมาบ้างแล้ว และก็ได้รับคำชมเป็นอย่างมากในเรื่องของพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้การดูแลของ Steve Bould (สตีฟ โบลด์) และ Tony Robert (โทนี่ โรเบิร์ต) โค้ชเยาวชนของทีมว่ามีโอกาสในการที่จะขึ้นไปเบียดแย่งตำแหน่งมือ 3 กับ Vito Mannone (วีโต้ มันโนเน่) นายทวารชาวอิตาเลียนรุ่นเดียวกัน ที่ปัจจุบันขึ้นชุดใหญ่ของทีมไปเรียบร้อยแล้วไม่น้อยทีเดียว

 Tomas Rosicky






  • ชื่อ
    Rosicky Tomas
  • เกิด
    4 ตุลาคม 1980
  • ปราก, สาธารณรัฐเช็ก
  • ตำแหน่ง
    กองกลาง
  • จำนวน Squad
    7
  • สโมสรก่อนหน้า (s)
    โบรุสเซี Dortmund
  • สปาร์ตาปราก
  • Kompresory CKD
  • อาร์เซนอลเข้าร่วม
    23 พฤษภาคม 2006



โทมัส โรซิคกี้ นับได้ว่ามีเชื้อสายเป็นนักฟุตบอลโดยกำเนิด พ่อของเขาเคยเป็นผู้เล่นชื่อดังของทีมชาตินับเป็นหนึ่งในกองกลางคนสำคัญของทีมชาติเชโกสโลวาเกียในอดีต และเขาก็เริ่มเดินตามรอยเท้าของผู้เป็นพ่อหลังจากได้เซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพกับ สปาร์ต้า ปราก
ด้วยวัยเพียง 17 ปี โรซิคกี้ สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงในทีม สปาร์ต้า ปราก และช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ลีกมาครองได้ในปี 1999 และ 2000 ความร้อนแรงของเขาทำให้ถูกเรียกตัวเข้าสู่ทีมชาติในที่สุด ชื่อเสียงของ โรซิคกี้ เริ่มเป็นที่รู้จักไปทั่วในฐานะของหนึ่งในดาวรุ่งที่มีพรสวรรค์มากที่สุดในยุโรป และในปี 2001 ทีมดังจากเยอรมันอย่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ก็จัดการดึงตัวเขาไปร่วมทีม
โรซิคกี้ คือหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญของทีม "เสือเหลือง" ชุดที่คว้าแชมป์ บุนเดสลีกา ในปี 2002 รวมทั้งผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศในศึก ยูฟ่า คัพ ปีเดียวกัน และนั่นทำให้เขาเป็นที่ยอมรับอย่างมากสำหรับวงการฟุตบอลในเยอรมัน ขณะเดียวกันที่ประเทศบ้านเกิด โรซิคกี้ ก็ได้รับเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของเช็กถึงสองปีซ้อนในปี 2001 และ 2002 จากนั้นในการแข่งขัน ยูโร 2004 ที่โปรตุเกส เขาก็ประสานงานกับนักเตะรุ่นพี่อย่าง พาเวล เนดเวด, แยน โคลเลอร์ และดาวเตะรุ่นเดียวกันอย่าง มิลาน บารอส นำเช็กผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศโดยพ่ายต่อกรีซไปอย่างน่าเสียดาย
สำหรับในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 รอบคัดเลือก โรซิคกี้ คือผู้ยิงประตูให้เช็กเอาชนะนอร์เวย์ได้ 1-0 ในเกมรอบเพลย์ออฟนัดที่สอง ขณะที่ในศึกรอบสุดท้ายที่เยอรมันในช่วงกลางปีนี้ โรซิคกี้ และเพื่อนร่วมทีมก็ได้รับการคาดหวังไม่น้อยว่าจะสร้างปรากฏการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจให้แฟนบอลทั่วโลกได้เห็นอย่างแน่นอน 

วันที่ 23 พฤษภาคม 2006 โรซิคกี้ได้ย้ายเข้ามเล่นในลอนดอน โดยทีมที่ซื้อเขามาเล่นคือ"ปืนใหญ่" อาร์เซนอล ณ ลอนดอน และอยู่กับทีมจนถึงปัจจุบัน แต่ในฤดูกาล 2008/09 โรซิคกี้ได้รับบาดเจ็บมาจากฤดูกาลก่อนหน้า ยังรักษาตัวไม่หาย อดลงเล่นให้กับต้นสังกัดทั้งฤดูกาล
Theo Walcott





ชื่อ : Theo Walcott
เชื้อชาติ : อังกฤษ
วันเกิด : 16 มีนาคม 1989
ส่วนสูง : 175 Cm.
ต้นสังกัด : Arsenal
ตำแหน่ง : ปีกขวา, กองหน้า
     Theo Walcott เป็นดาวรุ่งที่พุ่งขึ้นมาแรงมากเหมือนกับรุ่นพี่ของเขา ในทีมชาติอย่าง Wayne Rooney โดยเจ้าหนู Theo โด่งดังขึ้นมากับ Southampton ด้วยลีลาการเล่นฟุตบอลที่เร็ว และ ลากเลื้อยได้เร้าใจทั้งที่อายุแค่ 16 ปี แต่ลงต่อกรกับผู้ใหญ่ได้สบาย ทำให้ทีม บิ๊กโฟร์ ในอังกฤษ ล้วนให้ความสนใจดาวรุ่งคนนี้ แต่ท้ายที่สุดเป็น Arsenal ที่ได้ตัวเขามาร่วมทีม และ Walcott ที่ยังไม่เคยได้ลงให้กับ Arsenal ซักนัดก็ทำเซอไพรส์เมื่อมีชื่อติดไปลุยฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมัน จากการเรียกตัวของ Sven Goran Eriksson กุนซือทีมชาติ อังกฤษในขณะนั้น แบบที่ตัวเขาเองก็ยังไม่อยากเชื่อ
     แม้ว่าจะไม่ได้ลงเล่นซักนาที แต่ Theo ก็ได้ประสบการณ์มาไม่น้อย และมาเริ่มมีส่วนร่วมกับ Arsenal ในฤดูกาล 2006-2007 โดยได้ลงเล่นในนัดชิงคาร์ลลิ่งคัพกับ Chelsea และ Walcott ทำประตูได้ด้วย แต่สุดท้าย Chelsea แซงเข้าป้ายไป 2-1 ต่อมาในฤดูกาลถัดมาจากการจากทีมไปของ Henry ทำให้ Walcott ได้รับเสื้อเบอร์ 14 ของ Henry จากการที่เขามีลีลาการเล่นที่คล้ายกัน และ Walcott ก็เริ่มเล่นดีขึ้นเรื่อยๆ จนขึ้นมาเป็นตัวจริงให้ Arsenal บ่อยครั้งด้วยความเร็วที่แทบจะหาคนมาตามให้ทันไม่ได้ของเขาทำให้เป็นประโยชน์ต่อทีมมาก
     กับทีมชาติ อังกฤษ หลังจากได้ไปลุยฟุตบอลโลก 2006 Theo Walcott ก็ไม่ได้ติดทีมชาติอีกเพราะ  Sven ได้ลาจากการคุมทีมไป Walcott ใช้เวลาเกือบปี หลังจากนั้นในการกลับมาติดทีมชาติชุดใหญ่อีกครั้ง โดยเขามักได้ลงเล่นในตำแหน่งปีกขวามากกว่าทั้งกับทีมชาติ และ กับ Arsenal

Andrey Arshavin











  • ชื่อ




    Arshavin Andrey
  • เกิด
    29 พฤษภาคม 1981 เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กรัสเซีย
  • ตำแหน่ง
    กองกลาง
  • จำนวน Squad
    23
  • สโมสรก่อนหน้า (s)
    ซนิตเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
  • เซนิต-2
  • อาร์เซนอลเข้าร่วม
    กุมภาพันธ์ 3, 2009



















ประวัติ
อังเดร อาร์ชาวิน นักฟุตบอลชื่อดังทีมชาติรัสเซีย มีชื่อเต็มว่า “อังเดร เซอร์เกเยวิช อาร์ชาวิน” ปัจจุบันสังกัดสโมสรฟุตบอล เซนิต เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เกิดเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 1981 ที่เมืองเลนินกราด สหภาพโซเวียต (ปัจจุบันคือ เมืองเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก สหพันธรัฐรัสเซีย) โดย อาร์ชาวิน เป็นผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวต่ำที่มีความเร็วและเต็มไปด้วยทักษะในการครองบอล, อ่านเกม และ การสร้างสรรค์เกมรุกที่เฉียบขาด อย่างไรก็ดี เขาก็ยังสามารถเล่นตำแหน่งในมิดฟิลด์ตัวรุก และปีกได้ดีไม่แพ้กันอีกด้วย 
ฟุตบอลสโมสร
อาร์ชาวิน เริ่มต้นการเป็นนักฟุตบอล โดยเข้าศึกษาที่โรงเรียนสอนฟุตบอล ซเมน่า (Smena) ในปี 1992 จากนั้น สโมสรฟุตบอล เซนิต เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ได้เรียกตัวเขาเข้าสู่ สโมสรฟุตบอลเซนิตฟาร์ม ซึ่งเป็นทีมชุดสำรองของเซนิตฯ เมื่อต้นปี 2000 โดยลงสนามกับทีมชุดใหญ่เป็นนัดแรก ในการแข่งขันฟุตบอลอินเตอร์โตโต้ คัพ ประจำฤดูกาลเดียวกันนั้น ที่ไปเยือนแบร็ดฟอร์ด ซึ่งเซนิตฯ ชนะ 3-0 โดยเขาได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลด้วย
จากนั้น อาร์ชาวินเป็นแชมป์ร่วมกับเซนิตฯ ในรายการต่างๆ ดังนี้ รัสเซียพรีเมียร์ลีก คัพ ประจำฤดูกาล 2003, พรีเมียร์ลีกรัสเซีย ประจำฤดูกาล 2007 และได้แชมป์ถึง 2 รายการ คือ ยูฟ่า คัพ และรัสเซียซูเปอร์ คัพ ในฤดูกาล 2008 ทั้งนี้ ในการแข่งขันฟุตบอลรัสเซียพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2007 ที่เซนิตฯคว้าแชมป์ อาร์ชาวินลงสนามเป็นผู้เล่น 11 คนแรก ทั้ง 30 นัด ทำได้ 10 ประตู และเป็นผู้ส่งบอลในการทำประตู (Assist) 11 ครั้ง
ต่อมา ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน ดิ๊ก อัตโวคาท ผู้จัดการทีมเซนิตฯ ประกาศว่า อาร์ชาวิน ต้องการย้ายสโมสร จากนั้นก็มีข่าวตามมาว่า สโมสรฟุตบอลหลายแห่ง คือ บาร์เซโลนา, นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด, เชลซี, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, อินเตอร์ มิลาน,อาร์เซนอล และเอฟเวอร์ตัน สนใจดึงตัวอาร์ชาวินมาร่วมทีม แต่สื่อมวลชนก็คาดหมายว่า บาร์ซ่าเป็นทีมที่ได้เปรียบมากที่สุด จากการที่เจ้าตัวให้สัมภาษณ์ว่า ชื่นชอบทีมนี้มาตั้งแต่เด็ก  แม้ในช่วงปลายปี 2007 เขาจะยังให้ความสนใจข้อเสนอจากนิวคาสเซิ่ลก็ตาม
เวทีพรีเมียร์ลีก
     จากความสำเร็จของทีมเซนิต เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และผลงานที่สร้างไว้ในนามทีมชาติ ในที่สุด กองหน้ารูปหล่อยรายนี้ ก็ได้โลกแล่นลีกชั้นนำของยุโรปจนได้ เมื่อทีม"ปืนใหญ่"อาร์เซนอล ทีมดังจากเกาะอังกฤษ ซึ่งกำลังหาผู้เล่นมาเป็นตัวเลือกในแดนหน้า ให้มากกขึ้น จากแต่เดิมที่มีแค่โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ และ เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ ส่วนกองหน้าอีกคน อย่างเอดูอาโด้ ดาซิลวา ก็บาดเจ็บระยะยาว เป็นผลให้อาร์แซน เวงเกอร์ ซื้อเขามาร่วมทีมในที่สุด
แต่อาจจะเป็นเพราะเหตุผลที่ว่า อายุของเขายังน้อย ทำให้เขายังไม่ได้ให้ลงเล่นในสนามจริงเท่าไหร่นัก เฉกเช่นเดียวกับกรณีของธีโอ วัลคอต ตอนที่อาร์เซนอลซื้อตัวมาแรกๆ แต่ผลงานลงสนาม 15 นัด ยิงไป 6 ประตู จ่ายให้ยิงอีก 7 ครั้งนั้น ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว โดยเฉพาะแมทช์ๆนึง ที่อังเดร อาร์ชาวิน ฉายแววเพชรฆาตในการถล่มประตูเป็นอย่างมาก นั่นก็คือ แมทช์ที่ทีมปืนใหญ่ เสมอกับ"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล 4-4 ซึงเขาทำคนเดียวถึง 4 ประตู!!! ถึงแม้ว่าฤดูกาลนี้ อาร์เซนอลจะไม่ได้ถ้วยอะไรเลยก็ตาม แต่อย่างน้อย แฟนๆ"เดอะ กันเนอร์ส" ก็ยังดีใจที่ว่า ทีมตัวเอง ได้"เพชรฆาตหน้าหยก" เพิ่มเข้ามาในทีมแล้ว
archavin
กับท่าดีใจที่ยิงได้ 4 ประตูของเขา ซึ่งแฟนๆ"เดอะ คอป" คงจะเซ็งกันไปอีกนาน
ฟุตบอลทีมชาติ
อาร์ชาวิน ติดทีมชาติครั้งแรก ในนัดที่ทีมชาติรัสเซียพบกับ เบลารุส เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2002 และทำประตูแรกได้ ในนัดกระชับมิตรกับโรมาเนีย เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2003 ทั้งนี้ อาร์ชาวิน ได้รับตำแหน่งกัปตันทีมครั้งแรก ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2008 หรือ “ยูโร 2008” รอบคัดเลือก กับ เอสโตเนีย
กุส ฮิดดิงก์ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติรัสเซีย ประกาศชื่อ อาร์ชาวิน ให้เข้าร่วมฟุตบอลยูโร 2008 รอบ 16 ทีมสุดท้าย แม้จะติดโทษห้ามแข่งขัน 2 นัด แต่เมื่อได้ลงสนามเป็นนัดแรก ในนัดสุดท้ายของรอบ 16 ทีม ที่รัสเซียพบกับสวีเดน ก็เป็นกำลังสำคัญที่ช่วยทีมให้เข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ซึ่งรัสเซียสามารถชนะฮอลแลนด์ได้ 3-1 โดยอาร์ชาวินทำได้ 1 ประตู และส่งบอลให้ ดิมิทรี ทอร์บินสกี้ ยิงได้อีก 1 ประตู

ทั้งนี้ อาร์ชาวิน ยังได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำนัดแข่งขัน (แมน ออฟ เดอะแมตช์) ทั้งสองนัดด้วย แต่รัสเซียก็พ่ายให้กับสเปนในรอบรองชนะเลิศ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ก่อนที่สเปนจะขึ้นเป็นแชมป์ของทัวร์นาเมนต์นี้ในที่สุด อย่างไรก็ตาม อาร์ชาวิน ยังได้รับตำแหน่งกองหน้า ในทีมยอดเยี่ยมของยูโร 2008 ที่ยูฟ่าประกาศหลังจากจบการแข่งขันด้วย
ในระหว่างการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2008 อาร์ชาวิน ได้รับคำชื่นชมถึงฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม จากบุคคลสำคัญในวงการฟุตบอลยุโรปหลายคน เช่น ฮิดดิงก์, อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีมอาร์เซน่อล, ซีเนอดีน ซีดาน อดีตนักฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศส, เซร์คีโอ รามอส กองหลังทีมชาติสเปนของเรอัล มาดริด, แอนดี้ ร็อกซ์เบิร์ก ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของยูฟ่า เป็นต้น
เกียรติประวัติที่เคยได้รับ
ระดับสโมสร

เซนิต เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
แชมป์รัสเซียพรีเมียร์ลีก คัพ : 2003
แชมป์รัสเซียพรีเมียร์ลีก แชมเปี้ยน : 2007
แชมป์รัสเซีย ซูเปอร์ คัพ : 2008
แชมป์ยูฟ่า คัพ : 2008

รางวัลส่วนตัว

นักฟุตบอลรัสเซียยอดเยี่ยมแห่งปี : 2006
จ่ายบอลให้ยิงมากที่สุดในลีกรัสเซีย : 2007จ่ายบอลให้ยิงมากที่สุดในยูฟ่าคัพ : 2007/08ติด 11 ผู้เล่นในการจัดทีมออลสตาร์ของยูฟ่ายูโร : 2008แมน ออฟ เดอะแมตช์ : การแข่งขันนัดที่ 3 รอบแบ่งกลุ่ม ระหว่าง รัสเซีย กับ สวีเดน ในศึกยูโร 2008
แมน ออฟ เดอะแมตช์  : การแข่งขันรอบก่อนรองชนะเลิศ ระหว่าง รัสเซีย กับ ฮอลแลนด์ ในศึกยูโร 2008
ผู้เล่นยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกประจำเดือน เมษายน : 2009
ผู้เล่นยอดเยี่ยม ประจำทีม อาร์เซนอล ในเดือนมีนาคม และเมษายน : 2009








วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555

Robin Van Persie 




  • ชื่อ
    Persie Robin Van
  • เกิด
    6 สิงหาคม 1983
  • รอตเตอร์ดัม, เนเธอร์แลนด์
  • ตำแหน่ง
    ผู้ตี
  • จำนวน Squad
    10
  • สโมสรก่อนหน้า (s)
    เฟเยนูร์
  • อาร์เซนอลเข้าร่ว
    17 พฤษภาคม 2004

โรบิน ฟาน เพอร์ซี (เกิดวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1983) เป็นนักฟุตบอลชาวดัตช์ ตำแหน่งศูนย์หน้าของสโมสรฟุตบอลอาร์เซนอล ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษนอกจากนั้นยังเล่นเป็นปีกซ้ายได้อีกด้วย
ฟาน เพอร์ซี เป็นบุตรของคู่สามีภรรยาศิลปิน จึงได้รับการเลี้ยงดูฟูมฟักให้เป็นศิลปินตามรอยเท้าของผู้ให้กำเนิด แต่เพอร์ซีกลับเลือกที่จะเล่นฟุตบอลและได้เริ่มเล่นฟุตบอลกับ SBV Excelsior สโมสรดัตช์เล็กๆแห่งหนึ่งโดยเป็นนักเตะเยาวชนของสโมสรเมื่อปี 2001 จากนั้นก็ได้เซ็นสัญญากับสโมสรฟุตบอลเฟเออโนร์ด สโมสรดังประจำบ้านเกิดเมืองนอนของเขาเมื่อปี 2002 ทำให้เพอร์ซีมีโอกาสได้สัมผัสด้วยแชมป์ยูฟ่าคัพ 2002 อีกด้วย เพอร์ซีเริ่มมีชื่อเสียงเนื่องจากเป็นนักเตะอายุน้อยที่มีพรสวรรค์ แต่กลับมีปัญหาเรื่องระเบียบวินัยกับเฟเออโนร์ดแห่งนี้ จนเบิร์ต ฟาน มาร์ไวค์ ผู้จัดการทีมที่เริ่มทนไม่ไหวกับพฤติกรรมของเขาอยากจะให้เขาย้ายสโมสร จนในที่สุดก็เป็นอาร์เซนอลภายใต้การคุมทีมของอาร์แซน เวนเกอร์ที่ยังเล็งเห็นถึงความสามารถที่แฝงอยู่ในตัวเพอร์ซีอยู่ได้เซ็นสัญญากับเขาเมื่อปี 2004 ด้วยค่าตัว 2.75 ล้านปอนด์ นับจากนั้นมา เพอร์ซีก็ช่วยให้อาร์เซนอลคว้าแชมป์คอมมิวนิตีชิลด์และเอฟเอคัพตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่มาค้าแข้งอยู่ที่ลอนดอน จากนั้นก็ได้รับรางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมประจำปีแห่งเมืองรอตเทอร์ดามเมื่อปี 2006 อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลา 4 ปีแรกที่อยู่กับอาร์เซนอลนั้น เขาก็ไม่ได้มีโอกาสได้ลงสนามมากเท่าที่ควรเนื่องจากได้รับบาดเจ็บ แต่ยามใดที่พร้อมลงสนามก็มักจะได้รับโอกาสลงเป็นตัวจริงเสมอ
ฟาน เพอร์ซีขึ้นชื่อเรื่องการมีเท้าซ้ายที่หนักหน่วง ปัจจุบันติดทีมชาติเนเธอร์แลนด์ไปแล้ว 35 ครั้ง ยิงได้ 13 ประตู โดนได้ลงประเดิมสนามทีมชาติชุดใหญ่เมื่อปี 2005 และได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 และยูโร 2008 ในชุดขุนพลอัศวินสีส้มอีกด้วย
เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 2004 ฟาน เพอร์ซีได้เซ็นสัญญาฉบับแรกกับอาร์เซนอล มีระยะเวลาของสัญญา 4 ปี[8] อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีมตั้งใจว่าจะโยกฟาน เพอร์ซีจากตำแหน่งปีกซ้ายมาเล่นศูนย์หน้า ซึ่งฟาน เพอร์ซีก็ทำหน้าที่นี้เคียงข้างเธียร์รี อองรีได้เป็นอย่างดี[9] เวนเกอร์อธิบายการตัดสินใจครั้งนี้ว่า"เขาสามารถเล่นเป็นปีกซ้ายได้ และยังเล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวหลังหรือกองหน้าตัวเป้าได้เนื่องจากเป็นนักเตะที่มีความคิดสร้างสรรค์สูง"[10] อย่างไรก็ตาม โอกาสที่เขาจะได้เล่นศูนย์หน้าก็ถูกจำกัดลงเนื่องจากอาร์เซนอลได้เซ็นสัญญากับโคเซ อันโตเนียว เรเยส กองหน้าทีมชาติสเปนมาร่วมทีมเมื่อเดือนมกราคม[11] ซึ่งเขาต้องแย่งตำแหน่งตัวจริงกับเรเยสตลอดเวลา ฟาน เพอร์ซีได้ประเดิมสนามครั้งแรกด้วยการถูกส่งลงมาจากม้านั่งสำรองในเกมคอมมิวนิตีชิลด์ที่ชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 3-1 และคว้าแชมป์รายการนี้ไปครองเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 2004

สถิติการยิงประตู


สโมสรฤดูกาลลีกลีกคัพยุโรปTotal
AppsGoalsAssistsAppsGoalsAssistsAppsGoalsAssistsAppsGoalsAssists
Feyenoord2001–028000007001500
2002–0323900002002590
2003–0428600003003160
Total59150000120071150
Arsenal2004–05265194061041101
2005–06245063042038111
2006–072211710082131138
2007–0815731007222395
2008–092811106411052442013
2009–10169700041120108
2010–111510531022020135
Total146583427121431462178641
Career total2057334271215514628810141